นรารัตน์

วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ชะพลู

ชะพลู  มีสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกายของมนุษย์อย่างมาก คือแคลเซียม  และวิตามินเอ ซึ่งจะมีสูงเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังมี
ฟอสฟอรัส  เหล็ก  เส้นใย  และสารคลอโรฟิล  ส่วนสรรพคุณทางยานั้นช่วยบำรุงธาตุ แก้จุกเสียดการกินใบชะพลูมากๆชนิดที่เรียกว่า
 กินกันทุกวัน กินกันแทบทุกมื้อ เช่น ชาวบ้านภาคอีสานนั้น แคลเซียมที่มีในใบชะพลูจะเปลี่ยนเป็นแคลเซียมออกซาเลท
ซึ่งถ้าสะสมมากๆอาจกลายเป็นนิ่วในไตได้ แต่โดยทั่วๆไปในชีวิตประจำวันก็ไม่มีใครกินชะพลูได้มากมายขนาดนั้น
 ถ้ากินใบชะพลูต้องกินร่วมกับเนื้อสัตว์ ร่างกายจึงใช้แคลเซียมที่มีอยู่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ


ชื่อวิทยาศาสตร์          Piper sarmentosum Roxb.
วงศ์                            Piperaceae
ชื่ออื่น/ชื่อถิ่น             ช้าพลู (ภาคกลาง) ชะพลูเถา เฌอภลู (สุรินทร์) ผักปูนา ผักปูลิง ผักปูริง ปูลิงนก ผักพลูนก ผักอีไร ผักอีเลิศ (ภาคอีสาน) พลูลิง (ภาคเหนือ) เย่เท้ย (แม่ฮ่องสอน) พลูนก ผักปูนก (พายัพ) พลูลิงนก (เชียงใหม่) นมวา (ใต้)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก มีลักษณะเป็นเถาเลื้อยอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ลำต้นแบ่งเป็นข้อโดยตามข้อจะมีรากช่วยในการยึดเกาะ
ใบมีสีเขียวสดเป็นมัน ฐานใบกว้าง ปลายใบแหลมคล้ายรูปหัวใจ เห็นเส้นใบชัดเจน ใบมีกลิ่นฉุน รสเผ็ดเล็กน้อย ดอกสีขาวมีขนาดเล็ก
ออกเป็นช่ออัดกันรูปทรงกระบอกยาว
แหล่งที่พบ

ปลูกตามบ้านทั่วไปหรือตามที่ชื้นแฉะริมน้ำ
สารที่พบ

     ชะพูลมีน้ำมันหอมระเหยที่ทำให้เกิดกลิ่นเผ็ดฉุน และมีคุณค่าทางสารอาหารที่สำคัญ คือ มีแคลเซียมและสารเบต้า-แคโรทีน
ในปริมาณสูงชะพูลมีน้ำมันหอมระเหยที่ทำให้เกิดกลิ่นเผ็ดฉุนและมีคุณค่าทางสารอาหารที่สำคัญคือมีแคลเซียมและสารเบต้า-แคโรทีน
 ในปริมาณสูงในส่วนของงานวิจัยเป็นการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดลโดยศึกษาฤทธิ์การลดน้ำตาลในเลือดของสารสกัดชะพล
(ใช้น้ำสกัดเอาสารสำคัญของชะพลูทั้งต้น)โดยใช้หนูทดลองผู้ทดลองแบ่งหนูออกเป็น2กลุ่ม หนูกลุ่มแรกถูกเหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวาน
 หนูกลุ่มที่สองเป็นหนูปกติ แล้วฉีดสารสกัดของชะพลูเข้าไปในหนูทั้งสองกลุ่ม วัดระดับน้ำตาลในเลือดเมื่อฉีดเข้าไปครั้งแรก
 พบว่าสารสกัดชะพลูในขนาด 0.125 และ 0.25 กรัมต่อน้ำหนักของหนู 1 กิโลกรัม ไม่ช่วยลดระดับน้ำตาลของหนูกลุ่ม
ที่เป็นเบาหวานแต่เมื่อให้สารสกัดต่อไปอีก 7 วันพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดของหนูกลุ่มที่เป็นเบาหวานลดลง
 ซึ่งผู้ทดลองก็ได้นำยาแผนปัจจุบัน คือ ไกลเบนคลาไมด์ (Glibenclamide) มาทดสอบกับหนูทั้งสองกลุ่มเช่นกัน
 พบว่าได้ผลเช่นเดียวกับสารสกัดชะพลู

ในใบชะพลู 100 กรัม ให้พลังงานกับร่างกาย 101 กิโลแคลอรี่ ประกอบด้วย
-เส้นใย 4.6 กรัม
-แคลเซียม 601 มิลลิกรัม
-ฟอสฟอรัส 30 มิลลิกรัม
-เหล็ก 7.6 มิลลิกรัม
-วิตามินบีหนึ่ง 0.13 มิลลิกรัม
-วิตามินบีสอง 0.11 มิลลิกรัม
-ไนอาซิน 3.4 มิลลิกรัม
-วิตามินซี 22 มิลลิกรัม
-โปรตีน 5.4 กรัม
-คาร์โบไฮเดรต 14.2 กรัม
-และให้เบต้า-แคโรทีนสูงถึง 414.45 ไมโครกรัมเทียบหน่วยเรตินัล
 ข้อควรระวัง
ไม่ควรรับประทานใบชะพลูมากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดอาการเวียนศรีษะ และทำให้มีการสะสมของสารออกซาเลท (Oxalate)
ในร่างกายสูง ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดโรคนิ่วในไต

 สรรพคุณ:

 ใบ: รสเผ็ดร้อน เจริญอาหาร ขับเสมหะ ทำเสมหะให้งวด ทำให้เลือดลมซ่าน

 ดอก (ลูก): รสเผ็ดร้อน แก้ศอเสมหะ ทำให้เสมหะแห้ง ช่วยย่อยอาหาร ขับลมในลำไส้

 ราก: รสเผ็ดร้อน แก้คูถเสมหะ ขับเสมหะให้ตกทางทวารหนัก บำรุงธาตุ ขับลมในลำไส้ ทำให้เสมหะแห้ง

 ต้น: รสเผ็ดร้อน แก้เสมหะในทรวงอก ขับเสมหะ

 ส่วนที่ใช้ประกอบอาหาร

ใบสดมีรสเผ็ดซ่าลวกเป็นผักจิ้มหรือรับประทานสดโดยใช้เป็นใบห่อเมี่ยงคำ เมี่ยงปลาทู รองก้นกระทงห่อหมก ซอยใส่ข้าวยำ
หรือนำไปชุบแป้งทอดเป็นกับแกล้มก็ได้ นอกจากนี้ใบอ่อนนำไปใส่ในแกงกะทิต่าง ๆ เช่นคั่วไก่

วิธีปลูก

ขยายพันธ์โดยปักชำในดินร่วนซุย รดน้ำให้ชุ่มในระยะที่ต้นกล้ายังไม่แข็งแรง ไม่ควรให้โดนแดดมากนัก


ที่มา:http://www.the-than.com/samonpai/sa_3.html

น้ำสมุนไพร แตงกวา



น้ำสมุนไพรจากแตงกวา

แตงกวาหันเป็นชิน 1 ถ้วย
โยเกิดธรรมชาติ 1/2
หอมใหญ่หันชินเล็กๆ1ช้อนโต๊ะ
น้ำแข็งละเอียด1/2ถ้วย
วิธีทำ
- ปั่นส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกันให้ละเอียด แล้วรินใส่แก้วดื่มทันที
หมายเหตุ : แตงกวา เปี่ยมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินบีรวม วิตามินซี และเกลือแร่ต่างๆ มากมาย แตงกวา ช่วยแก้กระหายน้ำ คลายร้อน และมีคุณสมบัติ ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื่น ช่วยให้กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นดี หากดื่มเป็นประจำ จะทำให้ผิวดูอ่อนกว่าวัย สุดท้ายแตงกวา ยังช่วยบำรุงเส้นผม ให้เงางามเป็นประกายอีกด้วย

ผักอีฮีน สมุนไพรพื้นบ้านภาคอีสาน

ผักอีฮีน

ชื่อทั่วไป  :  ผักขาเขียด

ชื่อไทย  :   นิลุบล ผักอีฮีน

ชื่อวิทยาศาสตร์  :   Monochoria vaginalis (Burm.f.) Presl.

ชื่อวงศ์  :   PONTEDERIACEAE

ประเภท  :  ไม้น้ำ

ประเภท/ชีพจักร  : ใบกว้าง/อายุปีเดียว

ลักษณะเด่น   :    ก้านใบและใบคล้ายขาเขียดลักษณะทั่วไปคล้ายผักตบชวา

ส่วนขยายพันธุ์   :  เมล็ด

สภาพที่เหมาะสม  :   ดินชื้นแฉะหรือน้ำขัง

นิเวศนาข้าวที่ระบาด   :  นาดำและนาหว่านน้ำตม

ลักษณะวิสัย  :
ผักขาเขียดเป็นไม้น้ำจำพวกผักตับ  มีลักษณะเหมือนผักตบไทยแต่มีขนาดเล็กกว่า ใบเรียวยาว
เกิดตามที่มีน้ำขัง เป็นพืชสะเทินน้ำสะเทินบกอายุฤดูเดียว ชอบขึ้นในที่น้ำท่วมขังตื้น ๆ เช่น
ในนาข้าว ใบเป็นใบเดี่ยวมีรูปร่างหลายแบบตั้งแร่รูปแคบยาวคล้ายหอก จนถึงรูปไข่ปลายใบแหลม
ฐานใบเป็นรูปหัวใจ ใบสีเขียวเข้มเป็นมัน แตกแบบสลับกันเป็น แถบก้านใบยาวโคนก้านแผ่ออกเป็นกาบ ดอกออกเป็นช่อตั้งตรง มีดอกย่อย 2-5 ดอก กลีบดอกสีม่วง มี 6 กลีบ มีเมล็ดมาก

ประโยชน์  :  
ทางอาหาร  -    ดอกอ่อนและก้านใบรับประทานได้
ทางยา   -          ใบ  คั้นเอาน้ำดื่มแก้ไอ ขับปัสสาวะ ตำพอกฝี

ที่มา : สมุนไพรพื้นบ้านภาคอีสาน
อ่านบทความอย่างละเอียดได้ที่นี่

ขมิ้นชัน


           เป็นพรรณไม้ล้มลุก ที่มีลำต้นประเภทเดียวกับไพล กระทือ กระชาย และขิง ลำต้นเป็นหัวอยู่ในดินมีเหลืองแกมน้ำตาลแง่งขมิ้น ให้ตัดเอาแง่งขมิ้นขนาดพอควรนำมาล้างให้สะอาดแล้วตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำเจือน้ำสุกเท่าตัวนำมากินครั้งละประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ วันละ 3-4 ครั้ง หรือเติมเกลือเล็กน้อยให้กินง่ายขึ้น ใช้รักษาอาการท้องร่วง บิด ผงขมิ้น ให้ใช้ผงขมิ้น 1 ช้อนโต๊ะ นำมาผสมกับน้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันหมู 2-3 ช้อนโต๊ะใช้รับประทานเหง้าของขมิ้นชัน โดยการปอกเปือกหรือตากแห้งแล้วบดเป็นผงใช้ประกอบอาหารได้หลายอย่าง และแบบผงบรรจุแคปซูลเพื่อความสะดวกแก่การรับประทานถ้ากินขมิ้นชันสดๆ ต้องปอกเปลือกก่อน แต่ถ้าทำขมิ้นบดเป็นผง ต้องนำขมิ้นมาต้มน้ำให้เดือดสักพักหนึ่ง เสร็จแล้วตักออกนำมาผึ่งให้เย็นหั่นเป็นแว่นเล็กๆ ตากแดดจนแห้ง อาจจะตากหลายครั้ง แล้วถึงจะนำมาบดให้เป็นผง ถ้าใช้เครื่องอบให้ขมิ้นแห้ง ความร้อนไม่ควรเกิน 65 องศา ถ้าความร้อนเกินอาจเกิดสารสเตรอยด์